ความชั่วที่มาจาก...

posted on 30 Jun 2009 20:01 by kratae

ความชั่วที่มาจาก... การเรียนที่เพิ่มระดับขึ้น

 ... ไม่ได้หมายความว่า ฉันยิ่งเรียนยิ่งใช้ความรู้คดโกงประชาชน (เหมือนใครหว่า?) หรอกนะ

แต่มันชั่วไปโดยอัตโนมัต หึ หึ

 

โอเค .. เรื่องของเรื่องมันเป็นเช่นนี้

 

ฉันกำลังเรียนปริญญาโท  มหาวิทยาลัยข้างแม่น้ำเจ้าพระยาและทุ่งนาเวิ้งว้าง อดีตเคยเป็นมหาลัยต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ปัจจุบันศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่ต่างสู้กันเองในกีฬาสีระดับชาติ หึ หึ (มหาลัยอะไรเดาเอาเอง)

โอเค มันเรียนค่อนข้างยาก เพราะไม่ได้เรียนตรีสาขานี้มา และงานค่อนข้างเยอะ ค่อนข้างกดดัน ตำราดันเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่ยิ่งใหญ่ได้เพราะยุคล่าอาณานิคม ยุคที่ศักดิ์ศรีของมนุษย์โดนย่ำยีกระทำชำเราแสนสาหัส (แต่นแตนน...) ชั่งเป็นภาษาที่มาจากกระบวนการอันโหดร้ายเจงๆ

แต่ในขณะเดียวนั้น เพื่อนที่เข้าร่วมกระบวนการเรียนอันแสนจะยากเย็นเข็ญใจนี้ ดันมีอยู่สองคน ที่ดิฉันขอมอบตำแหน่ง "เมิงเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของกรู" ให้อย่างเต็มใจ

คนที่ 1

ผู้ชายตัวใหญ่ หน้าตาซื่อ กิริยาสุภาพ และดูไม่มีพิษมีภัย

แต่... ขอบอกว่า น่ารำคาญญ.... น่ารำคาญเช่นไรนั้นรึ? เอาเป็นว่าลักษณะของบุคคลที่พูดจาไม่น่าคบแปดประการ (มั้ง)ที่พระพุทธศาสนากล่าวไว้ พี่แกเหมาไปสาม

หนึ่ง คือ พูดจาไม่รู้เรื่อง พูดจารัวเร็ว ฟังไม่ทัน เสียงต่ำ และไม่ดูเลยว่าเขาฟังจะฟังอยู่หรือไม่ ขอให้ข้าพเจ้าได้พูดกรูก็จะพูดล่ะวะ

สอง คือ พูดจาไร้มารยาท จู่ๆก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เช่น ดิฉันกำลังพูดกับเพื่อนอยู่ พี่แกก็ตรงดิ่งเข้ามาพูดแทรกขึ้นทันใด ไม่ดูเลยว่าคนเขากำลังทำอะไร ขอให้ได้พ่นสิ่งที่อยู่ในสมองให้พ้นปาก

สาม คือ พูดจาไร้กาละ ไม่ดูว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร อย่างเช่น เขากำลังเรียนกันอย่างคร่ำเคร่ง พี่แกก็พูดโพล่งออกมากลางห้อง ถามอาจารย์ในสิ่งที่ "ถามทำไมวะ?" สงสัยอะไรก็ถามแทรก ซึ่งอันนี้สร้างอุปสรรคในการเรียนของเพื่อนๆเป็นอย่างมาก เพราะบางวิชาเช่นวิชาปรัชญานั้นต้องใช้สมาธิเป็นอย่างยิ่ง แต่ไอ้.. คุณคนนี้ก็ดันพูดแทรกอาจารย์ แทรกแล้วแทรกอีก จนมีบางคนขว้างปากกาลงโต๊ะ(ไม่ใช่ดิฉัน)แล้วหันไปมองเขม็ง.. มันก็ยังไม่รู้สึกตัว

มีวิชาอยู่ตัวหนึ่ง ต้องเรียนกับน้องป.ตรี มันก็พูดแทรกจนน้องเขาหันมามองอย่างหงุดหงิด พอเลิก น้องเขาก็เข้ามาพูดกับมันว่า "พี่คะ พี่เก่งจังคะ สอนแทนอาจารย์ได้เลยนะ"

...มันก็ดันเอาไปอวดต่อว่า มีคนมาชมมันด้วยล่ะเอ่อ! ฉลาดจริงนะเรา คริคริ

การพูดจาไร้กาละเทศะเช่นนี้ อาจารย์ทั้งหลายในตอนแรกก็อดทนสอนอยู่ และตอบคำถามมันอย่างเต็มใจ ต่อมาก็เริ่มละเลย และบางท่านก็ทนไม่ได้ จนต้องบอกให้ "คุณ เงียบเดี๋ยวนี้นะ"  ซึ่งดิฉันจะยินดีดี๊ด๊าเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะหุบปากได้พักใหญ่ๆ แต่มันก็จะเริ่มอีกเมื่อเริ่มคาบถัดไป

แต่อาจารย์ส่วนใหญ่จะสอนไปเรื่อยๆ และปฏิบัติกับคำถามมันเป็นเสียงลมพัด ซึ่งอาจารย์ใจเย็นอย่างยิ่ง แต่คนเรียนมันสมาธิแตกซ่านทุกครั้งที่มันพูดแทรก

เหมือนคนเรากำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างตั้งใจเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ แต่ดันมีเสียงคนทำถนนอยู่ข้างหน้าต่าง เจาะฟุตบาทมันเข้าไป ฮ่าๆๆๆๆ

พออาจารย์ไม่ฟังมัน ไม่มีใครรับฟังมันเลย มันก็เริ่ม... พูดคนเดียว

ก็คือ เหมือนคนทั่วไปเขาคิดในใจ แต่คุณคนนี้ไม่คิดในใจ สิ่งที่มันคิดมันจะพูดออกมาเลย และพูดต่อไปไม่หยุด เมื่อพูดคนเดียวไปได้ซักสองสามนาที มันก็เริ่ม...เขย่าโต๊ะ

กึก กึก กึกกึก กึกกึกกึก กึกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

จนเบื่อ ก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ แล้วค่อยกลับมาป่วงต่อ

 

จนตอนหลัง ดิฉันได้มีโอกาศไปคุยกับรุ่นพี่ที่มาจากมหาลัยเดียวกันกับมันตอนป.ตรี จึงถามอย่างใคร่รู้ ก็รู้ว่ามันก็สอบต่อที่มหาลัยเดิมของมันเหมือนกัน แต่เขาไม่เอามันแล้ว ทั้งๆที่มหาลัยนั้นเป็นตายร้ายดียังไงก็รับลูกหม้อไว้ก่อน..เอ๊ะ ทำไม?

ถามไปถามมา ปรากฎว่า ที่มหาลัยนั้นเขารู้จักมันทั้งมหาลัย มันดังมาก ในแง่ลบ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นวิชาบรรยายคนเรียนสามร้อยกว่าๆ และผู้บรรยายคืออาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของนักวิชาการชื่อดังที่บอกชื่อต้องร้องอ๋อ ไอ้คุณคนนี้ก็กระตือรือร้นไปนั่งหน้าๆ แล้วพออาจารย์เขาเริ่มบรรยาย มันก็ยกมือขึ้น แล้วก็ถามด้วยเสียงอันดังฟังชัดทั้งห้อง

"นี่ๆ อาจารย์ใช่มั้ยที่เป็นเมียของ คุณ(ชื่อนักวิชาการ)"

....

เห็นว่าอาจารย์ท่านนั้นโกรธมากกกกกกกก โยนหนังสือลงบนโต๊ะแล้วก็ชี้หน้ามัน

"นี่! ดิฉันรู้ว่าคุณไม่ได้บ้า! นี่แกล้งบ้าเพื่อกวนประสาทชาวบ้านใช่มั้ย?"

มันรีบเก็บของแผ่นแทบไม่ทัน

จากเหตุการณ์นั้น (และอีกหลายๆเหตุการ์ยิบๆย่อยๆ) คนจำนวนมาก (แทบจะทั้งมหาลัย) ต่างลงความเห็นว่า มันเป็น

...ออทิสติกแบบอ่อนๆ

..........

อาจารย์ส่วนใหญ่เลยให้ความเอ็นดู ให้ความช่วยเหลือเพราะเวทนา มันเลยจบมาได้

แต่ตอนนี้ มันป.โทแล้ว การเรียนก็ยากขึ้น ดังนั้น อย่าคิดว่าอาจารย์จะเอ็นดูและให้ความช่วยเหลือ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ภาควิชานี้ ขนาดคนปกติยังจบยากเลย จบปีไม่เกินสามคนอ่ะ คิดดู ปีที่แล้วรับปริญญาคนเดียวเอง 

 และอย่าคิดว่าเพื่อนจะช่วยมันเหมือนตอนมันเรียนป.ตรีเลย อย่าน้อยดิฉันก็คนหนึ่งที่ขออยู่ห่างๆ

แค่เรียนก็เครียดพอแล้ว เรียนแค่สี่อาทิตย์น้ำหนักลดไปสองโลเนี่ย ไม่ได้ทำอะไรเลยน้ำหนักลดเนี่ย เพื่อนอีกคนผมร่วงซะ และมีจำนวนไม่ใช่น้อยที่มีอาการหายใจไม่ออกแบบไม่ทราบสาเหตุ คิดเหรอว่าจะมาช่วยคนที่แม้แต่จะพูดมันยังไม่ฟังเรา มันจะแทรกพูดแถมยังเถียงข้างๆคูๆพูดไม่รู้เรื่องอีกตะหาก บอกแล้วว่าอย่าพูดแทรกตอนเรียน มันก็ยังทำ บอกแล้วให้ฟังคนอื่นบ้าง มันก็ยังไม่ฟัง บอกแล้วว่ารู้เรื่องที่บอกแล้ว มันก็ยังพูดซ้ำๆซากๆ

แล้วมันยังเป็นอุปสรรคในการเรียนอย่างมหาศาลอีกเนี่ย

ฝันไปเหอะ

ตอนแรก ดิฉันก็ยังพูดกับมันอย่างดีๆ แต่พอมันเริ่มป่วงขึ้นเรื่อยๆ พูดไร้สาระแถมยังชอบแทรกตอนเรียน อย่ามาเสวนากันเลยเมิง!!!!

มันถาม ดิฉันก็ตอบกระแทกเสียง ไม่หันไปมอง ไปทักไม่ทาย ไม่อยากจะมองหน้า แค่เห็นหน้าก็หงุดหงิดแล้ว จนในที่สุด มันก็เริ่มรู้ว่าดิฉันไม่ชอบมัน หึ หึ มันก็เลยไปคุยกับคนอื่น

และตอนนี้ คนอื่นก็เริ่มทนมันไม่ได้แล้ว...  และก็เริ่มทำตามดิฉันบ้าง

... ชั่วเนอะ? เจ็บปวดใจจัง จี๊ดๆ

 

คนที่ 2

ใครน่ะ? เรียนด้วยเหรอ? โผล่มาอาทิตย์ที่สองเนี่ย? เรียนด้วย?

เข้ามาปุ๊บ หนีบขวดเป๊บซี่มาดูดจู๊บๆ เกะซาลาเปากินซะงั้น แล้วก็บิดขี้เกียจไปๆมาๆ

พอเจอซีสอังกฤษ ทำตาโต เริ่มถามชาวบ้าน

"นี่เราจะสแกนเข้าเครื่องแล้วส่งให้โปรแกรมแปล มันจะแปลให้มะ?"

"ทำไมต้องเรียนเป็นภาษาอังกฤษด้วยวะ?"

แล้วพออาจารย์ให้อ่านซีส แล้วย่อมัน แล้วก็มานั่งวิพากษ์กัน คุณเขาก็ไม่อ่านค่ะ พออาจารย์ถามว่าทำไมไม่อ่าน เขาก็ตอบเต็มปากเต็มคำว่า

"เพราะผมโง่ครับ"

......

แล้วท้ายชั่วโมง ก็วิ่งมาหา ถามเสียงอ่อนเสียงหวาน

"นี่ๆ ส่งที่แปลให้เราทางเมลล์ได้มะ?"

......

โอเค

ดิฉันนอนเที่ยงคืนค่ะคุณ ตื่นตีสี่นะคะ ไปมหาลัยทุกวันเลยค่ะคุณ กลับบ้านมาก็เกือบสองทุ่มทุกวันเลยค่ะคุณ นั่งรถเมลล์วันละเกือบสี่ชั่วโมงนะคะคุณ ถ้าไปอีกแคมปัสก็นั่งรถตู้วันละสองชั่วโมงค่ะคุณขา ภาษาอังกฤษในซีสเป็นภาษาที่สูงเกินระดับดิฉันจริงๆค่ะคุณ แต่ดิฉันพยายามแปลโดยใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทนะคะคุณ บางทีเข้าห้องน้ำมันยังตามดิฉันไปเลยค่ะคุณ

ต้องพยายามถึงขนาดนี้ ถึงจะแปลได้อย่างที่เห็นนะคะคุณ แล้วมันก็ไม่ได้ถูกต้องเต็มร้อยนะคะคุณขา มันยังต้องแก้อีกเยอะ

แต่อย่างน้อยดิฉันก็พยายามค่ะคุณ

เครียดนะ ไม่ใช่ไม่เครียด สติแตกไปแล้วรอบหนึ่ง นั่งร้องไห้ลูกตาแทบกระเด็นไปแล้วหลายรอบ น้ำหนักก็ลด ไหล่ก็ปวด เสาร์อาทิตย์ไม่มีแรงทำอะไรเลย

แต่เพราะแรงฮึด นอกจากเพื่อตัวเองแล้วยังเพื่อพ่อแม่ที่บ้านนอก เพราะงั้นกะอีแค่กระดาษสามสิบกว่าแผ่น เมิงจะยอมแพ้ได้ไงวะ!!

นั่นแหละมันถึงแปลได้ทัน พร้อมๆกับเพื่อนอีกสองคนที่ภาษาอังกฤษดีเลิศ งานครั้งนี้มีแค่สามคนในclassเท่านั้นที่ทำเสร็จ มันเป็นก้าวแรกที่ภูมิใจมาก เริ่มไปทีละน้อย แต่ก็ได้ผลคุ้มค่า

 

แต่ดันมีไอ้เวรรรรรร ที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากด่าตัวเอง ทำตัวเองให้ดูน่าสมเพสเพิ่มความน่าสงสาร แล้วยังจะมาแบมือขอผลผลิตจากความพยายามเลือดตากระเด็นงั้นเหรอ?

ฝันไปเลย!!!!!!!!

 

ฉันเกลียดคนแบบนี้ ฉันโครตเกลียดคนทีไม่มีความพยายาม คนที่โทษอย่างอื่น คนที่โทษชาวบ้านทั้งที่ไม่มีแม้แต่ความคิดจะทำเอง คนที่จ้องจะเกาะคนอื่นเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อ ฉันไม่ใช่หมาที่จะให้เห็บมาดูดเลือดนะยะ

โครตเกลียดดดดดดดดด

เลยปฏิเสธไป แล้วก็เข้ากระบวนการ "เมิงอย่ามายุ่งกับกูนะ เดี๋ยวกรูกัด!!" ไม่มอง ไม่คุย ไม่ทัก ไม่ทาย

มันเลยไม่กล้ายุ่งกับเดี๊ยน

และดูเหมือน คนอื่นก็เริ่มหมั่นไส้ปนรำคาญมันบ้างแล้ว เพราะมันเอาแต่แบมือขอชาวบ้าน เรียนก็หลับ พอเขา discuss กันมันก็พูดคนละประเด็น แล้ววันนี้ เพื่อนอีกคนมาเล่าให้ฟัง

"นี่ๆ ไอ้คนนั้นน่ะ มันพูดว่า 'ทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษด้วย? เรียนภาษาอังกฤษมันทำให้เรียน(ชื่อสาขาวิชา)ดีขึ้นรึไง?' ดูมันพูดสิ"

.... แหม... พูดตรงๆนะ ถ้าไม่ชอบกระบวนการสอนของที่นี่ ก็ไปเรียนที่ School อื่นสิวะ!!!

จริงๆนะ ถ้าไม่ชอบแนวคิด วิธีการสอน หรืออะไรที่ไม่ถูกใจเกี่ยวกับ school ก็ไปหาอะไรที่เข้าวิสัยมากกว่าสิยะ (จริงๆนะ เพราะแนวคิดของแต่ละสถาบันไม่เหมือนกัน กระบวนการสอนก็ต่างกัน เพราะงั้น ใครที่จะเรียนสายสังคมศาสตร์ต้องมองแนวคิดของสถาบันด้วยว่าตรงกับเรารึเปล่า ก่อนจะเลือกเรียน ไม่ใช่ว่าคะแนนสูง เข้าแล้วเท่ห์ ฉันจะเรียน อย่าคิดตื้นๆอย่างนี้นะ)

รีบๆออกไปเลยไป... ไปเลยยยยยยยย

 

.... ชั่วจังฉัน.... แช่งให้คนอื่นเรียนไม่ไหวเพื่อความสะดวกในการเรียนของตัวเองเนี่ย .. แย่จัง

 

 

เฮ้อ.......